สิ่งที่สำคัญสำหรับการวิ่งมากๆเลยก็คือการ Wam up , Warm down เพราะส่งผลโดยตรงกับการวิ่ง
และเราก็ควรจะรู้ด้วยว่าสัญญาณอันตรายที่เราจะต้องหยุดวิ่งคืออะไรบ้าง เรามาดูกันเลย
การ Warm - Up
และเราก็ควรจะรู้ด้วยว่าสัญญาณอันตรายที่เราจะต้องหยุดวิ่งคืออะไรบ้าง เรามาดูกันเลย
การ Warm - Up
การ Warm-Up คิดว่าทุกท่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่แต่ละคนว่าจะทำได้
มากน้อยแค่ไหน การ Warm-Up เป็นการ
กระตุ้นระบบของร่างกาย ที่เกี่ยวข้อง
กับการวิ่งให้พร้อมสำหรับการวิ่งตามโปรแกรม
จึงทำให้การวิ่งนั้นได้ผล อย่าง
เต็มที่ และปลอดภัย การ Warm-Up ควรทำทั้งการบริหาร
เหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อ
กระตุ้นกล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเส้นเอ็นให้
อยู่ใน สภาพพร้อมเคลื่อนไหวและการวิ่ง
เหยาะๆ
เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจให้พร้อมสำหรับ รับศึก
หนักควร Warm-Up นานไม่น้อยกว่า
4 - 5 นาที
การ Cool - Down
การผ่อนคลายร่างกายหลังวิ่งเป็นสิ่งจำเป็น ควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า
4 - 5 นาที เพราะขณะวิ่งเลือดแดง
จะมาเลี้ยง ที่ส่วนขามากและการไหลกลับของ
เลือดดำสู่หัวใจ ทำได้อย่างรวดเร็วจากการบีบตัวของกล้าม
เนื้อขา
เมื่อหยุดวิ่งทันที กล้ามเนื้อขา จะคลายตัว
ทำให้ขาดการบีบเลือดดำกลับคืนไปสู่หัวใจ
ดังนั้น
เลือดจะคั่งในส่วนล่างของร่ายกายมาก
ทำให้ร่างกายส่วนบนขาดเลือด ชั่วคราว โดยเฉพาะสมอง จึงทำให้
เกิดอาการหน้ามืดเป็นลมได้
โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่เคยออกกำลงกายมาก่อน
สัญญาณเตือน ที่ควรหยุดวิ่ง
บางครั้งร่างกายอาจอ่อนแอลงชั่วคราว เช่น
ภายหลังท้องเสียหรืออดนอน การวิ่งอย่างธรรมดาที่เคยอาจ
กลายเป็นหนักเกินไป หรือในผู้สูงอายุที่เพิ่ม
ความหนักของโปรแกรมฝึกซ้อมเร็วเกินไป
หรือวิ่งในขณะอากาศร้อนจัด
และอบอ้าวมาก และไม่ได้ทดแทนน้ำ
และเกลือแร่พอเพียง อาจเกิดอาการ
บางอย่างเป็น “สัญญาณเตือนอันตราย
“ ซึ่งได้แก่
1. เวียนศีรษะ คลื่นไส้หรือหน้ามือเป็นลม
2. รู้สึกคล้ายหายใจไม่ทันหรือหายใจไม่ออก
3. ใจสั่น แน่น เจ็บตื้อบริเวณหน้าอก
4. ลมออกหู หูตึงกว่าปกติ
5. การเคลื่อนไหวร่างกายควบคุมไม่ได้
เมื่อมี สัญญาณเตือนอันตราย
อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นขณะวิ่ง ให้ชะลอความเร็วในการวิ่งลง
หากอาการ
หายไปอย่างรวดเร็ว
อาจวิ่งต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วยความเร็วที่ชะลอไว้แล้วนั้น แต่หากชะลอความเร็วแล้ว
ยังมีอาการอยู่อีกให้เปลี่ยนเป็นเดิน
ถ้าเดินแล้ว ก็ยังมีอาการอยู่
ต้องหยุดนั่งหรือนอนราบจนกว่าอาการจะ
หายไป ในกรณีนี้จำเป็นต้องหยุดวิ่งต่อไป และงดการใช้แรงกายมากในวันนั้น ในทุกรายที่มี
สัญญาณเตือน
อันตราย
อันเกิดจากการวิ่งถึงแม้จะหายไปได้ด้วยการปฎิบัติดังกล่าวข้างต้นแต่ การวิ่งในวันต่อไป ก็จำเป็น
ต้องลดความเร็วและระยะทางลงแต่ถ้าอาการที่เป็น
สัญญาณเตือนอันตราย ไม่หายไปแม้พักแล้วเป็นเวลานาน
ต้อง รีบปรึกษาแพทย์ 


.jpg)

